วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Born To Die อัลบัมในดวงใจตลอดการ





ผมรู้จักอัลบัมนี้ในช่วงที่ตกต่ำที่สุดในชีวิตผมก็ว่าได้ เป็นอัลบัมแรกที่ผมฟังจบทุกๆเพลง และฟังวันละหลายๆรอบด้วย เรียกได้ว่าถ้าเปรียบอัลบัมนี้เป็นคนๆหนึ่งแล้ว เค้าคงเป็นคนพิเศษของผมอย่างแน่นอน อัลบัมนี้มีความพิเศษและแตกต่างกับอัลบัมอื่นๆที่วางขายในเวลานั้นค่อนข้างมาก และความแตกต่างนี้เองที่ทำให้มันมีเอกลักษณ์และมีความพิเศษกว่าอัลบั้มทั่วๆไป




อัลบัม Born To Die ตัวเพลงจะเป็นแนวที่ ลาน่า(นักร้อง)เรียกว่า "Hollywood Sadcore" ผมเองก็ไม่รู้ครับว่ามันหมายถึงอะไร แต่ในความคิดผมดนตรีจะออกแนวย้อนยุคช่วงปี 60 รวมเข้ากับซาวด์ประกอบหลอนๆ แล้วก็เจือด้วยน้ำเสียงแบบเศร้าๆเข้าไป มันจึงเกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและโดนใจผมสุดๆไปเลยครับ แต่แนวเพลง Hollywood Sadcore นี้ก็เหมือนเป็นดาบสองคมเช่นเดียวกัน กล่าวคือถ้าใครชอบก็จะชอบจนเหมือนต้องมนต์สะกดเลยที่เดียว(เช่นผม เป็นต้น) ส่วนถ้าใครไม่ชอบฟังแล้วอาจจะลบเพลงทิ้งเลยก็ได้ครับ(น่าเสียดาย...)


ปกอัลบัม Born To Die


และอีกสาเหตุที่ทำให้ผมชอบอัลบัมนี้ก็คือ...นักร้องครับ ลาน่า เดล เรย์ (Lana Del Rey) หรือชื่อจริงคือ อลิซาเบ็ธ วูลริดจ์ แกรนด์ เป็นคนที่สวยมาก สวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไงเลยหละครับ เอาเป็นว่าดูรูปเองก็แล้วกัน






ได้ขึ้นปกนิตยสารมากมาย



ดูรูปจนอิ่มแล้ว เรามาเริ่มแนะนำแทร็คเด็ดๆในอัลบั้มนี้กันเลยดีว่า

Born To Die(10/10) เป็นแทรคเปิดอัลบัมที่ฟังแล้วรู้สึกถึงภาพรวมของอัลบัมนี้เป็นอย่างดี ขึ้นต้นเพลงด้วยเสียงเครื่องสายสวยๆ ตามด้วยน้ำเสียงเศร้าของลาน่า เรียกได้ว่าได้ยินแล้วถึงกับต้องเหลียวหลังมองเลยทีเดียว องค์ประกอบทุกอย่างทำได้ลงตัว แถมฟังง่ายด้วยนะ




Off To The Races(9.5/10) รอบแรกๆที่ฟังผมมักจะกดข้ามแทร็กนี้ครับ เพราะมันขึ้นต้นแปลกๆ(หัก 0.5) แต่พอเวลาผ่านไป ความชอบผมก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ ยิ่งท่อนท้ายๆที่คุณเธอประเคนเครื่องสายกันมาแบบจัดเต็มแบบไม่ให้หายใจหายคอ เล่นเอาฟินกันเลยทีเดียว


Blue Jeans(9/10) แทรคนี้ฟังแล้วให้อารมณ์แก็งมาเฟียมาครับ(หรือผมคิดไปเอง?) ได้กลิ่นฮิฟฮอฟอ่อนๆด้วย เป็นแทรคที่แปลกพอๆกับแทรคก่อนหน้า ที่ผมชอบที่สุดคือ MV ครับ ถึงมันจะเป็นขาวดำ แต่มันสื่อให้เห็นถึงความน่ากลัวของคนรักได้ดีมาก(ก็เล่นลงไปว่ายน้ำกับจรเข้เลย)




Video Games(9.8/10) เพลงนี้เอาแค่เสียงระฆังตอนต้นก็ได้ใจผมไปครึ่งหนึ่งแล้วครับ ยิ่งได้น้ำเสียงของลาน่ากับเนื้อเพลงหวานๆเข้ามาอีก ชอบที่สุดก็คือท่อนที่ร้องว่า "Heaven is a place on earth with you" ถ้าเปรียบเพลงนี้เป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นผู้หญิงสวยมากครับ สวยระดับเดียวกับนักร้องเลยก็ว่าได้ ข้อเสียเดียวของเพลงนี้ก็คือมันเนิบนาบไปนิด ฟังแล้วอาจจะหลับได้ครับ(หัก 0.2)




National Anthem(10/10) เป็นอีกแทรคที่ทำได้ลงตัวมากๆ เริ่มต้นดัวเสียงเครื่องสาย(ถูกใจอีกแล้ว) ตามมาด้วยเสียงพลุ และต่อด้วยเสียงร้องในสไตล์ของลาน่า ตบท้ายด้วยท่อนฮุกที่เหมือนยกเอาคณะประสานเสียงมาร้องให้ฟัง ทั้งหมดนี้บอกเลยว่าฟินแน่นอนครับ


Lucky Ones(9.5/10) แทรคปิดท้ายอัลบั้มครับ และก็เป็นแทรคที่หวานที่สุดในอัลบั้มเลยก็ว่าได้ ทั้งเนื้อเพลงและก็น้ำเสียงที่หวานปานจะกลืนกิน(ระวังมดขึ้นนะ) ฟังมากๆอาจจะเป็นเบาหวานได้


ลองไปหามาฟังกันนะครับ ไม่แน่ท่านผู้อ่านอาจจะต้องมนต์สะกดของลาน่าแบบที่ผมโดนอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้ครับ


ปิดท้ายกันด้วยเอ็มวี Born To Die และ Blue Jeans






Read More...

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อุลตร้าเซเว่น แตกต่างอย่างมีสไตล์



อุลตร้าเซเว่น เป็นอุลตร้าแมนที่ผมชอบที่สุดครับ เพราะว่าเซเว่นแตกต่างและดูจะแหวกกฎมากกว่าอุลตร้าแมนท่านอื่นๆ

ที่ว่าแตกต่างก็เช่น สีของอุลตร้าเซเว่นที่ส่วนใหญ่เป็นสีแดงส้มในขณะที่อุลตร้าแมนท่านอื่น(ในหมู่พี่น้องอุลตร้า)ตัวจะเป็นสีเงินมากกว่า(ยกเว้นน้องเล็กสุดอย่างทาโร่) ใครที่รู้จักผมดีจะรู้ว่าผมชอบสีแดงส้มแบบนี้มาก

อลุตร้าเซเว่นเต็มๆตัว



ความแตกต่างอีกประการก็คือ เวลาอุลตร้าเซเว่นต่อสู้ครับ อุลตร้าแมนท่านอื่นเมื่อแปลงร่างแล้วก็จะออกมาตัวใหญ่ๆแล้วตรงเข้าไปฟัดกับสัตว์ประหลาดเลย แต่อุลตร้าเซเว่นต่างออกไปครับ เมื่ออุลตร้าเซเว่นแปลงร่างแล้ว ขนาดตัวก็จะเท่าๆกับมนุษย์ธรรมดานี่แหละ แล้วหลังจากนั้นค่อยไปขยายร่างให้ใหญ่อีกที ด้วยวิธีการแบบนี้เองทำให้บางครั้งเราจะเห็นเซเว่นในร่างขนาดเท่าคนปกติเข้าไปปราบพวกเอเลี่ยน(ให้อารมณ์เหมือนดูไอ้มดแดง) แล้วค่อยขยายร่างไปสู้กับสัตว์ประหลาดต่อไป ถือเป็นอะไรทีแปลกใหม่ดี เพราะอุลตร้าแมนในความคิดของเราๆท่านๆจะต้องตัวใหญ่ๆ สู้กับสัตว์ประหลาดทีเมืองแทบพัง



อุลตร้าเซเว่นในไซส์เท่าคนปกติ


ความแตกต่างประการต่อมาก็คือ สไตล์การต่อสู้ครับ อุลตร้าเซเว่นมีอาวุธชนิดหนึ่งที่ชอบใช้บ่อยๆที่เรียกว่า "Eye Slugger"(อาย สลั้กเกอร์) เรียกแบบนี้หลายคนอาจจะงงกัน จริงๆแล้วเจ้าอายสลั้กเกอร์ก็คือหงอน(เรียกซะเสียเลย)ที่อยู่บนหัวอุลตร้าเซเว่นนั้นแหละครับ เจ้าอายสลั้กเกอร์นี้สามารถถอดออกมาจากหัวและใช้เป็นอาวุธขว้างใส่ศัตรูหรือใช้เป็นมีดได้ครับ อายสลักเกอร์เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเซเว่นเลยก็ว่าได้ เพราะอลุตร้าแมนท่านอื่นไม่มีอาวุธลักษณะแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วเซเว่นมักจะใช้อายสลั้กเกอร์จัดการกับศัตรูโดยการขว้างออกไปตัดแขนขาและหัว(โหดมาก!) ซึ่งต่างจากอุลตร้าแมนท่านอื่นที่มักจะจัดการด้วยการไขว้มือปล่อยลำแสง(ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดูบ้าพลังเกินไปหน่อย)


อาย สลั้กเกอร์
อุลตร้าเซเว่นขณะปล่อยอายสลั้กเกอร์


แต่ก็ใช่ว่าเซเว่นจะปล่อยลำแสงไม่ได้นะครับ เซเว่นสามารถปล่อยสำแสงออกจากปุ่มพลังสีเขียวๆที่หน้าผาก ที่เรียกว่า "Emerium Beam" (เอเมอร์เรี่ยม บีม) และยังสามารถไขว้มือเพื่อปล่อยลำแสงแบบอุลตร้าแมนท่านอี่นได้ด้วย เรียกท่านี้ว่า "Wide Shot" เห็นมั้ยครับ อุลตร้าเซเว่นมีทางเลือกในการพิฆาตศัตรูมากมาย แต่เซเว่นเลือกใช้อายสลั้กเกอร์บ่อยที่สุด(รองลงมาก็เอเมอร์เรี่ยมบีม ส่วนไวด์ช็อตนี่นานๆจะเห็นที) ทำให้ได้ใจผมไปเต็มๆครับ เพราะมันดูไม่บ้าพลังจนเกินไป


Emerium Beam (เอเมอร์เรี่ยม บีม) 

Wide Shot (ไวด์ ช็อต)


สุดท้าย สิ่งที่ผมคิดว่าเซเว่นแหกและแหวกกฎกว่าอุลตร้าแมนท่านอื่นๆก็คือ...ปุ่มพลังที่หน้าอกครับ ท่านผู้อ่านน่าจะรู้นะครับว่าปุ่มพลังที่หน้าอกของอุลตร้าแมนมีไว้เพื่อเตือนและบอกถึงขีดจำกัดในการอยู่บนโลกของอุุลตร้าแมน โดยที่อุลตร้าแมนแทบทุกท่านจะอยู่ได้แค่ประมาณ 3 นาทีเท่านั้น หลังจากนั้นมันจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง กระพริบๆ เพื่อบ่งบอกว่าใกล้หมดเวลา และไกลถึงขีดจำกัดแล้ว แต่ อุลตร้าเซเว่นไม่มีปุ่มพลังที่ว่านี้ครับ เรียกได้ว่าเป็นอุลตร้าแมนตัวแรกและตัวเดียวเลยก็ว่าได้ที่ไม่มีปุ่มพลังที่หน้าอก แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่ได้ไม่จำกัดนะครับ เพราะจากที่ผมไปสืบค้นข้อมูลมา อุลตร้าเซเว่นมีเวลาปราบสัตว์ประหลาดประมาณ 3.5 นาทีเท่านั้นครับ(พอๆกับอุลตร้าแมนท่านอื่น)


อุลตร้าเซเว่นคืออุลตร้าแมนคนเดี่ยวในหมู่พี่น้องอุลตร้าที่ไม่มีปุ่มพลังที่หน้าอก




นี่แหละครับ คือเหตุผลหลักที่ทำให้ผมชอบอุลตร้าเซเว่น เพราะอุลตร้าเซเว่นไม่มีปุ่มพลัง(Color Timer)ที่หน้าอก แม้ว่าปุ่มพลังจะมีข้อดีตรงที่ช่วยเตือนได้ แต่อีกมุมหนึ่งมันก็เป็นเครื่องหมายแสดงความอ่อนแอของอุลตร้าแมนเช่นเดียวกัน เมื่อไหร่ที่ปุ่มพลังเปลี่ยนเป็นสีแดงและเริ่มกระพริบ อุลตร้าแมน(และเรา)จะเริ่มร้อนรน ต้องรีบหาวิธีจัดการกับสัตว์ประหลาดเพราะเหลือเวลาอีกไม่นานก็จะหมดพลัง และถ้าสัตว์ประหลาดบางตัวฉลาดพอจะรู้ความหมายของแสงสีแดงที่กระพริบๆอยู่บนหน้าอก อุลตร้าแมนจะซวยทันที(เคยมีเคสนี้เกิดขึ้นแล้วด้วย) อุลตร้าเซเว่นไม่มีปุ่มพลังที่หน้าอก นั่นก็เท่ากับว่าเซเว่นก็จะขาดเครื่องเตือน (ผมว่าพวกขีดจำกัดและเวลาพวกนี้มันก็พอจะใช้ความรู้สึกวัดได้อะนะ) แต่ในทางกลับกันเซเว่นก็จะไม่แสดงจุดอ่อนให้ศัตรูเห็นเช่นกัน ศัตรูบางคนอยาจจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วเซเว่นก็มีเวลาจำกัดเช่นเดียวกับอุลตร้าแมนท่านอื่นๆ(ผมเองก็เพิ่งจะมารู้เมื่อไม่นานมานี้เอง)


อุลตร้าแมนแจ็คขณะเวลาใกล้หมด


คิดๆแล้วก็คล้ายกับกรณี ดาร์ธ เวเดอร์ที่มีปุ่มควบคุมชุดที่หน้าอก หลายๆท่านน่าจะทราบว่าถ้าเวเดอร์ถอดชุดหรือระบบช่วยพยุงชีวิตในชุดเสียหาย เวดอร์จะตายทันที ถ้าสมมติผมเป็นเจได แล้วได้ไปประลองกับเวเดอร์ สิ่งแรกที่ผมจะทำก็คือใช้ Force กดปุ่มที่หน้าอกเวเดอร์เล่นครับ เพราะผมอาจจะชนะได้ง่ายๆเลยก็เป็นได้ หิหิ


เวเดอร์ ผู้มีจุดอ่อนอยู่ที่หน้าอก เช่นเดียวกับอุลตร้าแมน


เพลงของอุลตร้าเซเว่น เพราะมากครับ



Read More...

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รู้จักกับนิยายไซไฟ สถาบันสถาปนา(Foundation)


หนังสือชุด สถาบันสถาปนา

นิยายไซ-ไฟ สถาบันสถาปนา


             เมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว ผมประสบกับวิกฤติการขาดแคลนนิยาย ต้องบอกไว้ก่อนว่าผมเป็นคนชอบอ่านมาก(ถึงมากที่สุด)เรียกได้ว่าว่างเมื่อไหร่เป็นต้องหาหนังสือมาอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ให้ความรู้หรือหนังสือนิยายก็ตาม แต่เมื่อกลางปีที่แล้วหลังจากอ่านหนังสือชุด The Hero of Olympus จบไปสามเล่มผมก็พบว่าไม่มีหนังสือจะอ่านอีกต่อไปดังนั้นผมจำต้องหันไปพึ่งอากู๋ ในใจกะว่าจะลองหานิยายแนวใหม่มาลองชิม 

         นิยายชุด The Hero of Olympus

             ถามอากู๋ไปเรื่อยๆก็ไปเจอบทความ  10 สุดยอดไซ-ไฟอวกาศ แนะนำโดย ชัยคุปต์ ผมรีบกดเข้าไปอ่านทันที เพราะจำได้ลางๆว่าตอนเด็กเคยอ่านนิตยสารต่วยตูนฉบับเก่ามาก และ ชัยคุปต์ ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนที่ผมชอบ ทั้งสิบอันดับในบทความเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยอ่านทั้งสิ้น เนื่องด้วยมันตีพิมพ์มานานแล้ว(บางเล่มก่อนพ่อผมเกินซะอีก) แต่แล้วผมก็ไปสะดุดกับอันดับที่สอง...

            อันดับที่สองที่ว่าก็คือหนังสือ  “สถาบันสถาปนา” (Foundation) ของไอแซก อาซิมอฟ (Isaac Asimov) ที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ.2503 ที่สะดุดตากับเล่มนี้ก็เพราะผมจำคนเขียนท่านได้ จากท้ายเครดิตของหนังเรื่อง I Robot (วิลล์ สมิท นำแสดง) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบมาก (โดยเฉพาะกฎสามข้อของหุ่นยนต์) หนังสร้างมาจากนิยายของนักเขียนท่านนี้ หลังจากนั้นอีกหลายวันต่อมาผมก็ได้มันมาครอบครอง(ใช้เวลาหานานมากๆๆๆๆๆ เพราะเรื่องนี้พิมพ์มานานโคตร)


I,Robot



เปิดเข้ามาหน้าแรกก็เจอกับเรื่องย่อที่ทำให้รู้สึกอยากอ่านขึ้นมาทันที เรื่องย่อที่ว่าก็มีประมาณนี้ครับ
            “จักรวาลที่ประกอบด้วยดาวเคราะห์นับล้านดวงรวมเป็นอาณาจักรเดียว  จักรวรรดิสากลจักรวาล มีอาณาเขตจากปลายหนึ่งจดอีกปลายหนึ่งของกาแลกซีทางช้างเผือก มีพลเมืองกว่าล้านกำลังสี่  มีพระมหาจักรพรรดิเป็นประมุข 

            แต่ก็เฉกเช่นอาณาจักรต่าง ๆ ในอดีตที่มีรุ่งก็มีดับ  จักรวรรดิสากลจักรวาลนี้กำลังเริ่มเสื่อมโทรมลง  แต่ด้วยเหตุที่ว่าใหญ่ยิ่งกว่าใหญ่ อาการเสื่อมโทรมจึงค่อยเป็นค่อยไป  กินเวลานานยิ่งกว่านาน  ช่วงว่างระหว่างความรุ่งเรืองแรกกับความรุ่งเรืองที่จะเกิดขึ้นใหม่ก็ต้องนานแสนนานด้วย  โดยจะกินเวลาถึง 30,000 ปี 

            โชคดีที่ ฮาริ เซลด็อน นักจิตวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้บุกเบิกวิชาการด้านอนาคตประวัติศาสตร์ (psychohistory) ได้สังเกตเห็นอาการเสื่อมโทรมดังว่านี้  จึงคิดแก้ไข “ย่น” ช่วงว่างนั้นให้สั้นลงเหลือเป็นอนารยะยุคเพียง 1,000 ปี  โดยการก่อตั้งสถาบันสถาปนาขึ้น”

            เป็นไงหละครับ เริ่มน่าสนใจแล้วใช่มะ....

สถาบันสถาปนา เล่มที่ 1

เรามาว่ากันถึงหนังสือทั้งหมดในชุดสถาบันสถาปนาเท่าที่ผมอ่านกันบ้างดีกว่า
1.สถาบันสถาปนา (Foundation)
2.สถาบันสถาปนาและจักรวรรดิ (Foundation and Empire)
3.สถาบันสถาปนาแห่งที่สอง (Second Foundation)
4.สถาบันสถาปนาและปฐมภพ (Foundation's Edge)
5.สถาบันสถาปนาและโลก (Foundation and Earth)
            นี่คือทั้งหมดเท่าที่ผมหาได้ในตอนนี้ครับ เล่ม
1 2 และ 3 หรือที่เรียกกันว่า ไตรภาคแรกนั้น ตีพิมพ์รวมเล่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 1951 โน่น หลังจากนั้นอาซิมอฟก็พักการเขียนหนังสือชุดนี้ไปนาน จนในที่สุดก็กลับมาเขียนเล่มที่เหลือในช่วงกลางทศวรรศที่ 1980

สถาบันสถาปนา ฉบับแปลไทยทั้ง 5 เล่มโดยสำนักพิมพ์ โปรวิชั่น

            ความเจ๋งของหนังสือชุดนี้ในความคิดผมก็คือจินตนาการอันสุดแสนจะล้ำเลิศของนักเขียน เรียกได้ว่าต่อให้เอามาเทียบกับนิยายในยุคปัจจุบันก็ยังมีหลายเรื่องที่ก้าวล้ำไปไกลกว่า เราต้องไม่ลืมว่าคุณลุงอาซิมอฟเริ่มเขียนเรื่องนี้ในยุค 1950 ในช่วงที่สงครามเย็นยังครุกรุ่นและอำนาจนิวเคลียร์ยังเป็นของใหม่ที่มีไม่กี่คนที่รู้จัก และด้วยพล็อตเรื่องที่เกี่ยวกับการย่นย่อระยะเวลาแห่งความเสื่อมมันจึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาอ่านในยุคนี้ เนื่องด้วยมันอาจจะนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ 

            ตอนต่อไปผมจะมาเจาะลึกสามองค์กรหลักที่มีบทบาทในการชี้นำประวัติศาสตร์ในหนังสือชุดนี้ ซึ่งได้แก่ สถาบันสถาปนา(Foundation) สถาบันสถาปนาที่สอง( Second Foundation) และ ปฐมภพ(Gaia)


Read More...

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รีวิวหนัง Man Of Steel

รีวิวหนัง Man Of Steel 

"หนังฮีโร่ทีวินาศสันตะโรที่สุดเท่าที่เคยดูมา"



          วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปดู Man Of Steel มาครับ เลยอยากมาเล่าสู่กันฟังว่าเจ้าหนังเรื่องนี้มีดีอย่างไร และคุ้มค่าที่จะเสียตังค์ซื้อตั๋วไปดูหรือเปล่า (โรงหนังเดี๋ยวนี้ค่าตั๋วก็แพงแสนแพง นี่ยังไม่นับป็อบคอร์นกับน้ำนะ) ToT

          ขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่าผมดูหนังเรื่องนี้แค่รอบเดียวเท่านั้น อาจมีบางช่วงบางตอนที่ผมยังเก็บรายละเอียดได้ไม่หมด เนื่องจากตัวหนังค่อนข้างจะเดินเรื่องไปอย่างรวดเร็ว(โดยเฉพาะฉากต่อสู้) เอาเป็นว่ารีวิวเท่าที่ผมจำได้ก็แล้วกันนะครับ :)





          ช่วงแรกของหนังเราจะได้เห็นดาวบ้านเกิดของซุปเปอร์แมน ซึ่งเป็นอะไรที่ต้องชมมากๆเลยครับ ทั้งทิมออกแบบฉาก ออกแบบเครื่องแต่งกาย และทีมเอฟเฟค เพราะทุกอย่างถือว่าอยู่ในขั้นดีเลยที่เดียว เทคโนโลยีต่างๆเป็นอะไรที่ดูล้ำสมัยและเข้ากับความเป็น Man Of Steel สุดๆครับ

          สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุเห็นได้เลยตั้งแต่ช่วงแรกๆก็คือ เอฟเฟคแสงวิบวับ คล้ายๆกับที่เราเห็นใน Star Trek ทั้งสองภาค แต่เรื่องนี้อาจมีไม่มากเท่า และผมก็ค่อนข้างจะชอบเอฟเฟคนี้เพราะมันดูแล้วตื่นตาตื่นใจดี คล้ายๆเวลาเราดูพลู (ว่าไปนั่น) ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบเพราะมันแสบตาไป


Character :: ตัวละคร

พ่อ


          ได้เวลามาพูดถึงตัวละครกันบ้าง กลุ่มแรกที่จะพูดถึงคือกลุ่ม "พ่อ" ครับ ใน Man Of Steel นี้ผมคิดว่าพ่อที่เป็นมนุษย์มีอิทธิพลมากในการหล่อหลอมให้บุรุษเหล็กของเราเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่  เราสามารถเห็นได้ในหลายๆฉากว่า พ่อคนนี้มีแนวคิดที่จะให้บุรุษเหล็กของเรา ปกปิดซ่อนเร้นพลังของตัวเองไว้ เพราะเค้ากลัวว่าถ้าผู้อื่นรู้เข้าจะกลัวในสิ่งที่ลูกชายเป็น

          ส่วนพ่อแท้ๆของเค้าก็เป็นคนที่มองการณ์ไกลและมีเมตตา เค้าหวังว่าจะให้ลูกชายช่วยชี้นำมนุษย์ชาติไม่ให้ก้าวไปในทางที่ผิดเหมือนพวกตน นักแสดงที่รับบทนี้ก็คือ รัสเซล โครว์ ซึ่งเค้าก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกๆฉากสมกับที่เป็นดารารางวัลออสการ์(นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Gladiator)



นางเอก


          บอกตรงๆเลยว่าครับแรกที่เห็นนางเอกคนนี้ในตัวอย่างหนัง ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร แต่พอได้ดูหนังจริงๆผมกลับคิดว่าเธอค่อนข้างทำหน้าที่ได้ดี ทั้งการแสดงสีหน้าและแววตา(ตาสวย) 
ก่อนดูหนังเรื่องนี้ผมเห็นหลายๆคนบอกว่าเรื่องนี้ทำได้ไม่ดีในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกกับพระเอก แต่ผมกลับคิดว่าทุกอย่างดูโอเคแล้วนะ  เอาเป็นว่าให้ผ่านละกัน




ตัวร้าย


          คนนี้แหละครับคือบุคคลที่ผมคิดว่าแสดงได้ดีที่สุดในเรื่อง เค้าคนนั้นคือ ไมเคิล แชนนอน ผู้รับบทเป็นนายพลซ็อตตัวร้ายหลักของเรื่อง ผมคิดว่าเค้าทำได้ดีในทุกๆฉาก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงสีหน้าเวลาโกรธ(ดูรูปสิครับ) การเป็นผู้ที่อุทิศตนให้แก่พวกพ้องและอุดมการณ์ และฉากต่อสู้ที่สุดแสนจะอลังการ(เรียกได้ว่า Avenger ชิดซ้าย) ที่สำคัญนายพลท่านนี้ยังปรับตัวเก่งอีกต่างหาก(ดูแล้วจะรู้)


เกราะท่านนายพลซ็อตเท่ห์สุดๆไปเลยครับ




จุดอ่อน


จริงๆอย่าเรียกจุดอ่อนเลยครับ เอาเป็นจุดที่ผมคิดว่าไม่สมจริงดีกว่า 

          จุดนั้นคือหน่วยทหารของมนุษย์ครับ ให้เราลองคิดตามนะ สถานะการณ์คือเอเลี่ยนมาโจมตีอเมริกา แต่การสั่งการโจมตีโต้ตอบทั้งหมดกลับอยู่ที่นายพลคนเดียว คนเดี่ยวนะครับย้ำว่าคนเดียว ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องใหญ่แบบนี้การสั่งการน่าจะเป็นระดับผู้นำประเทศสั่งนะครับ นี้ยังไม่นับว่าการโจมตีจริงๆไม่ได้ส่งผมแค่อเมริกา แต่ส่งผลทั้งโลกนะ เรื่องใหญ่แบบนี้มันต้องถึงสหประชาชาติเลยแหละ (ว่าไปนั่น)





สรุป


เอาหละครับ บ่นมาซะเยอะแล้ว เรามาสรุปกันเถอะ

          ในความคิดผม Man Of Steel ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี เป็นการคืนชีพให้กับฮีโร่เก่าแก่รายนี้ได้อย่างน่าชื่นชม ซุปเปอร์แมนภาคนี้ดูมีความเป็นคนมากขึ้น สำหรับผม ผมได้รับคำตอบหลายอย่างในสิ่งที่ผมเคยสงสัย (เช่น ตัว S ที่หน้าอกคืออะไร ,ใครเป็นคนออกแบบชุดให้ แล้วทำไมมันทนนัก ,ทำไมซุปเปอร์แมนถึงเป็นคนดีขนาดนี้ ฯลฯ) ทุกคำถามได้รับการอธิบายและผมก็ค่อนข้างจะพอใจกับคำตอบที่ได้รับ

          สุดท้ายสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของหนังเรื่องนี้คือฉากต่อสู้ครับ หนังเรื่องนี้เป็น หนังฮีโร่ที่วินาศสันตะโรที่สุดเท่าที่เคยดูมา บางฉากทำให้ผมนึกถึง หนังเรื่องThe Matrix Revolutions(2003)ครับ มันคล้ายๆกันตรงที่เป็นการต่อสู้ระหว่างพวกเหนือมนุษย์เช่นเดียวกัน บางที่ก็ได้อารมณ์แบบดราก้อนบอลZ นะครับ


เอาหละครับ ตอนนี้ก็ดึกแล้ว เอาเป็นว่าผมขอจบเท่านี้ก็แล้วกันนะครับ ราตรีสวัสดิครับ!!!

ปล.ที่ผมไม่ได้พูดถึงพระเอกไม่ใช่เพราะลืมนะครับ แต่ยังไม่มีอะไรจะพูดตอนนี้ ไว้ดูรอบสองแล้วค่อยมาพูดดีกว่าครับ

ปล2.ถ้าใครคิดว่าจะไปดูหนังเอามันส์ เรื่องนี้ตอบโจทย์คุณได้ครับ

แถมเบื้องหลัง 13 นาทีให้ดูกันเล่นๆนะครับ



May The Force Be With You  ::  ขอพลังจงสถิตย์อยู่กับท่าน



Read More...

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เปลี่ยนแอนดรอยด์ให้เป็นวินโดวส์โฟนด้วย Launcher 8

เปลี่ยนแอนดรอยด์ให้เป็นวินโดวส์โฟนด้วย Launcher 8

          สำหรับบล็อกแรกของผม ผมจะมาแนะนำสุดยอดแอพที่จะเปลี่ยนหน้าตามือถือแอนดรอยด์ตัวเก่งของเราให้มีหน้าตาเหมือนกับวินโดวส์โฟนกันครับ


          สุดยอดแอพตัวนั้นมีชื่อว่า Launcher 8 หน้าตาก็เป็นแบบในรูป รองรับตั้งแต่แอนดรอยด์ 2.1 ขึ้นไป ขนาดก็แค่ประมาณ 4.5 MB เองครับ ว่าแล้วก็โหลดมาเลย!!!



          พอติดตังเสร็จเราก็กดปุ่มโฮมออกจาก Play Store ครับ แต่คราวนี้เครื่องจะถามเราว่าเราจะเลือกใช้ Launcher ตัวไหน ให้เราติ๊กถูกตรง Use By Default for This Acion ก่อนนะครับ จากนั้นค่อยเลือก Launcher ที่เราต้องการ ซึ่งในที่นี้เราเลือก Launcher 8 ตัวล่าง



          จากนั้นเราก็จะพบว่าโทรศัพท์แอนดรอยด์ของเรา หน้าตาคล้ายวินโดวส์โฟนมากครับ คล้ายจนแทบจะแยกไม่ออกกันเลยที่เดียว!!! 



          สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักกับหน้าตาของวินโดวส์โฟนนะครับ ไอ้เจ้าสี่เหลี่ยมสีๆที่อยู่บนหน้าจอเนี่ยเค้าเรียกมันว่า "Live Tile" ครับ เจ้า live tile เนี่ยมันสามารถขยับได้ สามารถแสดงการแจ้งเตือนต่างๆในตัวมันได้เลยครับ ถ้าเทียบกับแอนดรอยด์ก็จะคล้ายกับพวก widget อะไรประมาณนั้น


          เราสามารถจัดการ live tile ได้เหมือนกับวินโดวส์โฟน ด้วยการแตะที่ live tile ค้างไว้ จากนั้นจะมีเมนูตั้งค่าปรากฎขิ้นมาที่มุมสามมุม 
-รูปปากกา(มุมบนซ้าย)คือการตั้งค่าการแสดงผล เช่น สี หรือรูป 
-รูปหมุด(มุมบนขวา)คือการลบ live tile อันนั้นทิ้ง 
-รูปลูกศรคือการกำหนดขนาดของ live tile (มี 3 ขนาด คือ 1X1  2X2 และ 2X4)



          หากเราปัดไปทางซ้าย ก็จะเป็นหน้ารวมแอพทั้งหมดในเครื่อง ซื่งจะเรียงแถวเดี่ยวตามลำดับอักษรเหมือนกับวินโดวส์โฟน ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบการเรียงแบบนี้ เราสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการกดปุ่มเมนูแล้วเลือก List or Grid จะเห็นว่ามีเมนูแบบแอนดรอยด์ที่เราคุ้นเคยอยู่ด้วย




          หากเราต้องการเอาแอพจากหน้ารวมไปยังหน้า live tile ก็ทำได้ง่ายๆด้วยการแตะค้างที่แอพนั้น แล้วเลือก Add tile เราจะเห็นแอพที่เราเลือกไปปรากฎที่ด้านล่างของหน้า live tile จากนั้นเราจะจัดวางมันตรงไหนก็สามารถทำได้ครับ




          นอกจากนั้นเจ้าแอพ Launcher 8 ยังสามารถ เปลี่ยนธีมสีได้มากมาย วิธีการก็คือกดปุ่มเมนู แล้วเลือก Theme(รูปพู่กัน) >>> เลือก Tile theme color >>> เลือกสีที่ต้องการ ชอบสิไหนก็เลือกกันตามสบายเลยครับ




          ยังไม่หมดแค่นั้นครับ แอพตัวนี้ยังเปลี่ยนหน้า Lock Screen ให้เป็นเหมือนกับวินโดวส์โฟนด้วย (เลื่อนขึ้นเพื่อปลดล็อก) ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนไปใช้รูปในเครื่องเราได้ง่ายๆโดยการ กดปุ่มเมนู เลือก Wallpaper >>> Lockscreen wallpaper >>> Pick from phone




ตัวอย่าง Lock Screen



          จริงๆแล้วความสามารถของแอพนี้ยังมีอีกมากมายครับ เรียกได้ว่าถ้าปรับแต่งกันเต็มที่จริงๆแล้วแทบจะแยกไม่ออกเลยหละว่าเครื่องไหนแอนดรอยด์เครื่องไหนวินโดวส์โฟน แต่วันนี้เวลามันไม่ค่อยจะเอื้ออำนวย(จขบ.ยังไม่ได้ทำการบ้านเลย) ดังนั้นวันนี้ขอหยุดไว้เท่านี้ก่อนนะครับ


May The Force Br With You  ::  ขอพลังจงสถิตย์อยู่กับท่าน

Read More...